ข่าวประจำวันที่ 4 มีนาคม 2554

โรงเรียนบ้านไสบ่อ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
 
จำนวนผู้อ่าน 1690 คน

คลิกเพื่อชมภาพใหญ่










กลับสู่หน้าหลัก

ผลจากกิจกรรม "เฉลิมพระเกียรติ 57 พรรษา มหาวชิราลงกรณ" หมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ประจำปี 2553 โดยในส่วนของจังหวัดตรังนั้น ปรากฎว่า "บ้านไสบ่อ" หมู่ที่ 2 ตำบลนาวง อำเภอห้วยยอด ได้รับคัดเลือกจากกองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข ให้เป็น 1 ใน 152 หมู่บ้านทั่วประเทศ ในฐานะหมู่บ้านตัวอย่าง ต้นแบบของชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง และเข้มแข็งของจังหวัดตรัง

ทั้งนี้ กว่าที่จะได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จดังกล่าวนั้น ผู้คนในหมู่บ้านปรับจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินกิจกรรมไปยังจุดหมาย ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ในการดำรงชีวิต เช่น ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ต่อ 3 วัน ในสัปดาห์ รวมทั้งมีชมรม สถานที่ หรือลานออกกำลังกาย มีการปลูกและกินผักทุกครัวเรือน ไม่จำกัดชนิดของผัก อย่างน้อยวันละ ครึ่งกิโลกรัม/คน/วัน หรือกินผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง และลดอาหารไขมัน และดำเนินการตามคำปฏิญาณ 5 ข้อ ที่ได้กล่าวเอาไว้อย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ นอกจากชุมชน หรือบุคคลากรในชุมชน ประสานภาคีเครือข่าย หน่วยงานราชการ และองค์กรในพื้นที่ จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ของหมู่บ้านแห่งนี้ จนกระทั่งนำมาสู่ความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัลหมู่บ้านตัวอย่างของจังหวัดตรังแล้ว สถาบันการศึกษา อย่างโรงเรียน "บ้านหนองบ่อ" ก็มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน ทั้งในส่วนของผู้บริหาร ครู เจ้าหน้าที่ พ่อแม่ผู้ปกครอง ไปจนถึงนักเรียน ด้วยการการรณรงค์เรื่องสุขบัญญัติ และจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ผักปลอดสารพิษ และผลไม้สด อย่างต่อเนื่อง

แม้โรงเรียนแห่งนี้จะมีขนาดเล็ก และมีเด็กแค่เพียง 122 คน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ไปจนถึงชั้น ป.6 แต่ก็หาทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาด้านสุขภาพ อันเนื่องจากสภาพโรคภัยไข้เจ็บในปัจจุบัน เป็นปัญหาที่ทำให้คนไทยเกิดความสูญเสียทั้งร่างกาย จิตใจ ทรัพย์สินเงินทอง มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ทั้งการติดเชื้อโรค และภัยอันตรายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดจากการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การรักษาความสะอาด ตลอดจนการควบคุมอารมณ์ จึงทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น

โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่โรงเรียน "บ้านไสบ่อ" ได้คัดเลือกจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง โดยมี "สถานีอนามัยบ้านหนองหมอ" เป็นผู้ประสานงาน และมี "องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นาวง" เป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้เข้าร่วมการประชุมสัมมนาเครือข่ายสาธารณสุข และเครือข่ายสุขภาพในสถานศึกษาระดับตำบล ในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2553 ร่วมกับเจ้าหน้าที่อนามัยบ้านหนองหมอ ณ โรงแรมมาร์รวย การ์เด้น กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23-24 ธันวาคม 2553

ทั้งนี้ ก็เพื่อรับนโยบายการดำเนินงานพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติในสถานศึกษา ซึ่งต้องเริ่มปลูกฝังที่ตัวเด็ก ให้มีการปฏิบัติในการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง และปฏิบัติเป็นประจำ เพื่อให้เป็นสุขนิสัย และเน้นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของคนไทย ดังนั้น โรงเรียนจึงเป็นสถานที่สำคัญ ในการจัดประสบการณ์ในการสร้างเสริมพัฒนาทักษะ และปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติ เพื่อให้เด็กพัฒนาพฤติกรรมกรรมสุขภาพ ตามสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ อย่างถูกต้อง

โดยมีครูในโรงเรียนคอยปลูกฝัง และสนับสนุนพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน ร่วมกับผู้ปกครอง หรือชุมชน เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีและเกิดความยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้ร้อยละ 80 ของนักเรียน มีความรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติแห่งชาติ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และร้อยละ 80 ของนักเรียน มีสุขภาพดี ผ่านขั้นตอนการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน และวิเคราะห์ปัญหา และมีการประชุมครูเพื่อร่วมเสนอแนวคิดในการจัดทำแผนทางเดินยุทธศาสตร์ และการดำเนินการตามโครงการ

ความจริงก่อนหน้านั้น เป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปีมาแล้ว ที่โรงเรียน "บ้านไสบ่อ" ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพ ด้วยการสอดแทรกความรู้ลงไปในวิชาสุขศึกษา ทุกระดับชั้น โดยเฉพาะเรื่องของสุขบัญญัติ 10 ประการ ซึ่ง 1 ในเป้าหมายสำคัญก็คือ การรณรงค์ให้นักเรียน และพ่อแม่ผู้ปกครอง หันมากินพืชผักปลอดสารพิษ เนื่องจากได้สร้างประโยชน์ให้กับร่างกายอย่างมากมาย กระทั่งต่อมาได้ขยายผลมาถึงโครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ โครงการเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

นางศุทธินาถ พิสิฐบรรยง ครูเจ้าของโครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติ อธิบายว่า นอกจากจะให้เด็กได้เรียนรู้ทางวิชาการในห้องเรียนแล้ว ยังส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ทางปฎิบัตินอกห้องเรียน โดยการนำนักเรียนชั้น ป.3-ป.6 ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดราว 80 คน ลงไปเรียนรู้ในวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ด้วยการลงมือปลูกพืชผักปลอดสารพิษกันแบบของจริง ถึงแม้โรงเรียนแห่งนี้จะมีพื้นที่ว่างแค่เพียง 2 ไร่ แต่ก็สามารถพัฒนาผืนดินให้เป็นแปลงพืชผักอันยิ่งใหญ่ และเป็นแหล่งเรียนรู้อันยอดเยี่ยมของชุมชนในเวลาต่อมา

สารพัดพืชผักสวนครัวที่ปลูกลงไปจำนวนมากมายนั้น ทางโรงเรียนจะช่วยสนับสนุนในเรื่องเมล็ดพันธุ์ ส่วนปุ๋ยไม่ต้องซื้อหาให้เปลืองเงิน แต่เด็กๆ จะร่วมกันผลิตปุ๋ยคอกกันเอง ซึ่งสามารถนำมาบำรุงรักษาพืชผักให้ออกดอกออกผลได้เป็นอย่างดี แถมยังขยายผลออกไปปลูกกันที่บ้านด้วย จนบางครอบครัวถึงขั้นพัฒนาขึ้นมาเป็นอาชีพ ขณะเดียวกัน โรงเรียน "บ้านไสบ่อ" ก็ยังส่งเสริมด้านการตลาด โดยการนำพืชผักมาวางขายในตลาดนัดทุกๆ วันพุธ พร้อมทั้งยังเปิดโอกาสให้แต่ละครอบครัว สามารถนำพืชผักที่บ้านมาขายที่โรงเรียนได้ด้วย

เด็กหญิงปพิญชญา ศรีไทย หรือ น้องแอม นักเรียนชั้น ป.3 บอกว่า ครูจะแบ่งให้พวกตนได้ลงมือปลูกพืชผักสวนครัวกันด้วยตัวเอง และรับผิดชอบตั้งแต่เริ่มปลูก ดูแลรักษา มาจนถึงเก็บไปกิน เก็บไปขาย ทำให้ได้เรียนรู้และเกิดประสบการณ์ในหลายด้าน นอกเหนือจากที่เรียนเฉพาะในตำราเพียงอย่างเดียว ซึ่งที่บ้านของตนยังมีการปลูกพืชผัก และนำมาขายที่โรงเรียน หรือนำไปขายในหมู่บ้านด้วย ซึ่งปรากฎว่า ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้คนอย่างมาก เนื่องจากเป็นพืชผักปลอดสารพิษ และเป็นฝีมือของลูกหลานเอง

เด็กชายธนกร จันทร์ทิพย์ หรือ น้องกร นักเรียนชั้น ป.2 ก็บอกว่า แม้จริงๆ แล้วครูจะไม่ได้ให้นักเรียนชั้น ป.1-ป.2 ได้ลงมือปฎิบัติจริง เพราะพวกตนยังเด็กเกินไปที่จะดูแลพืชผักเหล่านั้น แต่เมื่อเห็นพี่ๆ ทำแล้วรู้สึกสนุกสนาน จึงอาสามาช่วยเท่าที่จะทำได้ ถือเป็นโครงการที่ดีและควรขยายผลออกไปยังทุกบ้าน เพราะการปลูกพืชผักสวนครัวช่วยให้เกิดประโยชน์ได้หลายอย่าง กินก็อร่อย ขายก็ได้เงิน แถมชุมชนก็เข้มแข็ง ที่สำคัญก็คือ ถ้าทุกคนมีสุขภาพดี อะไรต่างๆ ก็จะพลอยดีตามไปด้วย






All Rights Reserved. Licensed By Trangzone.com